เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๖ พ.ย. ๒๕๕๙

 

เทศน์เช้า วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

เอานะทำใจให้สงบแล้วนั่งเฉยๆ ไม่ต้องกังวลสิ่งใดเสียงนี้มันจะเข้าไปถึงหูของเราเอง เพราะเขาทำไว้ให้พร้อมแล้ว เราเป็นแค่ผู้มารับ ผู้มารับนะ รับอะไรรับสัจธรรมเข้าในหัวใจของเราไง

วันนี้เขาจะทอดกฐิน การทอดกฐินมันเป็นบุญใหญ่ของชาวพุทธ ถ้าบุญใหญ่โดยปกติเขาทำบุญได้ทุกวันแต่การทอดกฐินเขามีเวลาของเขาออกพรรษาแล้วให้ภายใน ๑เดือนไง แล้วภายใน ๑ เดือนแล้วยังจะต้องมีพระจำพรรษาครบสงฆ์นั้น เพื่อให้สงฆ์นั้น นี่ความยั่งยืน การค้ำจุนกัน

ในเมื่อเราเป็นฆราวาสญาติโยมใช่ไหมเราอยากได้บุญกุศลใช่ไหม มีพระมาจำพรรษาเราก็ดูแลรักษาท่าน รักษาท่านในพรรษานั้นท่านมีความสามัคคีกันในสงฆ์นั้น ออกพรรษาแล้ว สมัยพุทธกาล พระถ้าประพฤติปฏิบัติแล้วมีสิ่งใดตกค้างในใจก็จะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมดจากฝนขึ้นมา เวลาพระเข้าไป ผ้าผ่อนมันไม่ปกติ ท่านก็ให้รับกฐินนี้ก่อน การรับกฐินก่อน ได้พุทธานุญาตจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เราถึงบอกว่ามันเป็นบุญใหญ่ๆ บุญใหญ่ของชาวพุทธไง๑ ปีมี ๑ เดือน แต่ถ้าทำบุญโดยปกติเราจะทำบุญได้ตลอดเวลาไง จะทอดผ้าป่าเมื่อไหร่ก็ได้ จะทำสิ่งใดก็ได้ ฉะนั้น งานกฐินเลยกลายเป็นบุญใหญ่ แต่เป็นบุญใหญ่นั้นมันก็เป็นเรื่องของทาน ทานศีล ภาวนา ในพระพุทธศาสนานะ

เรามีแบบอย่าง แบบอย่างของเราตอนนี้คือในหลวงในหลวงท่านเพิ่งสวรรคตไป ท่านทำดีของท่านตลอดชีวิต ทำคุณงามความดี เห็นไหม แล้วท่านทำคุณงามความดีของท่าน ท่านบอกให้ทำคุณงามความดีไม่ต้องระลึกถึงท่าน

เวลาในหน่วยราชการของเราทำบุญอุทิศในหลวงทำบุญอุทิศวันเฉลิมพระชนมพรรษาเราทำบุญอุทิศทั้งหมดเลยนั้นนั้นเป็นการที่ว่าเป็นต้นเหตุให้เราได้ขวนขวายทำคุณงามความดีของเรา การทำคุณงามความดีของเราก็คือของเราทั้งนั้นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน เราเป็นชาวพุทธ เราชาวพุทธ น้ำใจของคนๆพระพุทธศาสนาสอนให้มีการเสียสละ การเสียสละนั้นเพื่อความสงบร่มเย็นของสังคมถ้าสังคมนั้นร่มเย็น บ้านของเราถ้าเพื่อนบ้านเราเป็นคนที่ดีเพื่อนบ้านเราเป็นคนที่ไว้วางใจได้ เรามีความสุขมากนะแต่ถ้าเพื่อนเราถ้าเพื่อนบ้านเราไม่น่าไว้วางใจเลย เราอยู่ที่ไหนด้วยความสะดุ้งกลัวตลอดเวลา นี่ไง นี่พูดถึงระดับของหัวใจของคน ถ้าหัวใจของคน พระพุทธศาสนาสอนที่นี่

เวลาในหลวงขึ้นมาท่านก็มาศึกษาพระพุทธศาสนาแล้วท่านทำตัวของท่านเป็นตัวอย่างไง คำว่า“ทำตัวของท่านเป็นตัวอย่าง” นี่พ่อของแผ่นดินๆแล้วมันน่าภูมิใจนะ เราภูมิใจเรื่องในหลวงมาก ภูมิใจที่ไหนเพราะคนทั้งโลกคารวะในหลวงองค์การสหประชาชาติต้องก้มหัวให้ ที่อื่นต้องก้มหัวให้ก้มหัวให้เพราะอะไร

เราไม่มีอำนาจ เราไม่มีอาวุธ เราไม่มีสิ่งใดที่จะไปบังคับให้ใครเขาเห็นดีเห็นงามกับเราได้ แต่เพราะคุณงามความดีของท่าน เพราะคุณงามความดีที่ท่านทำ เขายอมจำนนกับคุณงามความดีอันนั้นเขายอมรับความดีอันนั้น ความดีอันนั้นท่านทำของท่าน ปิดทองหลังพระๆ

นี่พูดถึงว่าเราทำบุญกุศลกัน เวลาทำบุญกุศลทำบุญกุศลเพื่อตัวเรานี่แหละแต่เวลาเราทำเราก็อ้าง เราก็มีที่อ้างอิง อ้างอิงว่าทำเพื่อในหลวง เวลาเราจะทำบุญๆของเราก็จะทำบุญถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ระดับของทาน ถ้าระดับของทานใช่ไหมเราทำทานกันๆแต่วันนี้มันเป็น ๑ปีมีหนหนึ่งใช่ไหม เราก็ขวนขวายกันว่าเป็นบุญใหญ่ของเรา บุญใหญ่ของเราก็เพื่อความมั่นคงในชีวิตของเรา เพื่อความสุขของเราความสุขจริงๆเรามาแล้วเรามีแต่น้ำใจต่อกันมันจะมีความสุขไม่มีความขัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้นนี่ระดับของทาน

ระดับของศีล ศีลคือความปกติของใจพระพุทธศาสนาเวลาสอน สอนเรื่องทานนะ เรื่องทานแล้ว ทำทานแล้วให้มีศีล มีศีลมีศีลแล้วให้หัดภาวนา การภาวนานี่คือหัวใจของพระพุทธศาสนา หัวใจของพระพุทธศาสนาเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมด้วยมรรคญาณในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยมรรคญาณนะ

ก่อนเข้าพรรษาๆ เรามีหนังสือแจกนะหนังสือตั้งแต่เจ้าคุณอุบาลีฯ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ตื้อแล้วก็มีท่านอาจารย์สิงห์ทองตอนนี้มีหลวงปู่จวน นี่แจกๆ เอามาแจกๆ

เวลาก่อนจะเข้าพรรษาพระที่จะเข้าพรรษาเขาจะอธิษฐานเข้าพรรษา พออธิษฐานเข้าพรรษา เขาก็จะอธิษฐานธุดงค์ของเขา ครูบาอาจารย์ของเราท่านประพฤติปฏิบัตินะ เวลาท่านประพฤติปฏิบัติ ทาน ศีลภาวนา หัวใจของศาสนาหัวใจของศาสนาคือมรรคญาณ หัวใจของศาสนานี่ ในประวัติหลวงปู่จวน “ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับวิธีการดับทุกข์”

วิธีการดับทุกข์ๆ วิธีการดับทุกข์มันหามาจากไหน วิธีการดับทุกข์มันจะมาจากไหน นั่นท่านทำของท่าน ท่านทำเพื่อประโยชน์ของท่าน

พระจะจำพรรษาๆ เวลาอธิษฐานธุดงค์ในสมัยพุทธกาลพระจักขุบาลท่านก็อธิษฐานพรรษาของท่านเวลาท่านประพฤติปฏิบัติของท่านไป ท่านเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาต้องรักษาตาของท่าน เวลารักษาตาของท่าน ท่านอธิษฐานของท่านแล้วด้วยจิตใจที่เข้มแข็งของท่าน หมอที่รักษาเขารักษาแล้ว หมอชั้นเอกรักษาแล้วมันรักษาหายได้ทุกๆ คน อย่างไรก็ต้องหาย เขาว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก แต่เวลาเขารักษาแล้วมันไม่หายมันไม่หายเพราะว่าท่านไม่ได้นอนไง นอนเพื่อหยอดตาไง ท่านนั่งของท่านเพราะอธิษฐานธุดงค์ว่าท่านจะไม่นอน

ฉะนั้นหมอบอกว่าถ้าอย่างนั้นแล้วให้ช่วยพูดว่า ถ้าใครมาถามบอกว่าไม่ใช่เขารักษาเขากลัวเสียชื่อเสียงของเขา พระจักขุบาลก็รับปากเลย ต่อไปจะบอกว่าไม่ใช่หมอคนนี้รักษา ท่านรักษาตัวท่านเอง เวลาถึงที่สุดของท่านท่านภาวนาของท่านด้วยความเข้มแข็งของท่านด้วยความจริงจังของท่าน

เพราะมันมีอุปสรรคใช่ไหม เวลาโรคเจ็บตามันมีอาการเจ็บปวดเป็นเรื่องธรรมดา มีเรื่องวิตกกังวลเป็นธรรมดา คนเราคนตาดีๆ นะแล้วอนาคตตาจะบอด มันมีความวิตกกังวลหรือไม่ มันมีทั้งนั้นน่ะ คนตาดีๆแล้วตามันจะบอดทั้งๆ ที่เรารู้เราจะยอมจำนนอย่างนั้นหรือไม่อันนี้มันเรื่องของกิเลสไง

แต่โดยข้อเท็จจริงของท่าน ท่านก็รับรู้ของท่านโดยใช้ปัญญาของท่านถ้าคนมีสติมีปัญญาเขาไม่สนใจเรื่องวัตถุเลย แม้แต่ร่างกายท่านพิจารณาของท่านแล้วมันยังกลายเป็นซากศพ กลายเป็นต่างๆ การกลายเป็นซากศพกลายเป็นซากศพขณะที่มรรคญาณ ขณะที่มันเห็น แต่มันไม่ได้เป็นหรอก

เพราะถ้ามันเป็นซากศพนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ ครูบาอาจารย์ของเราท่านเป็นพระอรหันต์นะ ท่านพิจารณาร่างกายของท่านจนแหลกเหลวไปหมดแล้วพิจารณาร่างกายของท่านจนเป็นไตรลักษณ์ไปหมดแล้ว แล้วมันเหลืออะไรล่ะก็เหลือร่างกายอันเก่าไง แต่สิ่งที่มันบุบสลาย สิ่งที่มันถอดถอนไปคือความยึดมั่นถือมั่นไง คือกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจอันนั้นไง มันโดนถอดถอนออกไปด้วยมรรคญาณในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดนถอดถอนไปด้วยครูบาอาจารย์ของเรา

นี่เวลาท่านพิจารณาของท่าน พระจักขุบาลท่านพิจารณาของท่าน เวลาพิจารณาของท่านมันมีทุกอย่าง สิ่งเร้า มีทุกอย่างที่จะทำให้ท่านยกเลิก ทำให้ท่านท้อถอย แต่ท่านไม่ท้อถอยท่านทำของท่านไป พอถึงที่สุดแล้ววันออกพรรษา โรคตามันรุนแรงขึ้นมาทำให้ตานั้นบอดไปเลย

แต่ตาบอดไปเลยด้วยปัญญาของท่าน มันวิกฤติเวลามันวิกฤติขึ้นมามันใช้ปัญญาโดยความละเอียดรอบคอบของท่าน เวลาตานั้นบอดไปเลย แต่กิเลสมันก็โดนทำลายไปเลยเหมือนกันด้วยมรรคญาณในใจของพระจักขุบาลนี่มันทำลายอันนั้นไป เวลาทำลายอันนั้นไปเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมานี่เวลาพระจำพรรษา เวลาพระเขาจะจำพรรษาเขาจำพรรษาขึ้นมาเพื่อจะประพฤติปฏิบัติเพื่อจะค้นคว้าหาจิตใจของตน หาจิตใจของตนๆเวลาประพฤติปฏิบัติ

เวลาศึกษามา ศึกษามาเป็นปริยัติศึกษามา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษามาสาธุ นั่นเป็นการจำมาๆ นั่นเป็นทฤษฎีทั้งนั้นน่ะความที่ทฤษฎีนั้นน่ะ โลกเจริญเจริญการศึกษาไม่มีใครคัดค้านในเรื่องการศึกษาแต่การศึกษาขึ้นมา คนที่มีกิเลสตัณหาความทะยานอยากสูงส่ง การศึกษานั้นเป็นอาวุธเป็นการทำลายกัน เป็นการเอารัดเอาเปรียบ เห็นไหม

แต่ถ้าคนมีการศึกษาศึกษาด้วยสติปัญญา ศึกษาด้วยอำนาจวาสนา ดูในหลวงเป็นตัวอย่างนะ ท่านก็มีการศึกษาท่านเป็นนักปราชญ์ ปราชญ์ทุกๆ แขนงเลยแต่ท่านเวลาน้อยเวลาผู้ที่วิชาชีพต่างๆ เขาจะบอกว่าในหลวงมีปัญญาแบบในวิชาชีพของเขาแต่เพราะท่านรักประชาชน เพราะประชาชนเดือดร้อน ท่านถึงต้องเสียสละความชอบของท่านเพื่อไปค้นคว้าเพื่อความบรรเทาทุกข์ประชาชนน่ะนี่ท่านมีปัญญาของท่าน

นี่ก็เหมือนกัน เวลามีการศึกษาศึกษามานะศึกษาถ้ามันเป็นประโยชน์ ดูอย่างในหลวงท่านศึกษามาเพื่อประโยชน์ประโยชน์กับตัวท่าน เพราะท่านมาสร้างคุณงามความดีของท่านท่านปิดทองหลังพระของท่านท่านทำเพื่อประโยชน์ของท่าน ประชาชนทั้งหมด ชาวโลกทั้งหมดต้องค้อมคารวะท่านคารวะเพราะคุณงามความดีของท่าน

นี่ก็เหมือนกัน เราเป็นชาวพุทธๆถ้าเราทำ เราทำเพื่อหัวใจของเราไง ถ้าเรามีการศึกษา ศึกษามาเพื่อความเจริญงอกงามศึกษามาเพื่อทางวิชาการ แต่ถ้าใจเป็นธรรมๆการศึกษานั้นจะเป็นประโยชน์เป็นประโยชน์กับเราๆ เป็นประโยชน์กับเราเพราะเราไม่มีความวิตกกังวล

อวิชชาคือความไม่รู้ ถ้าเราไม่รู้สิ่งใด เราเผชิญหน้าสิ่งใดเราก็มีแต่ความวิตกกังวลว่าเราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เราจะผิดพลาดหรือไม่ผิดพลาด แต่คนถ้ามีสติปัญญาแล้ว สิ่งที่เผชิญหน้ามันแก้ไขได้ทั้งหมดเลย ปัญญาอย่างนี้เขาเรียกโลกียปัญญา มันเป็นวิชาชีพ มันเป็นปัญญาการเลี้ยงชีพ มันเป็นปัญญาของเราปัญญาใบกระดาษ เอากระดาษมาคนละหลายๆ ใบ มาอวดกันว่ามีปัญญา แต่มันเอาตัวมันไม่รอด

การเอาตัวรอด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ศึกษาวิชาการมาศึกษามา ๑๘วิชาการ ศึกษามาเป็นจักรพรรดิศึกษาจะไปเป็นกษัตริย์ ศึกษามาตลอดนะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปรื้อค้นมา ๖ปี ศึกษามาศึกษามาด้วยอำนาจวาสนาบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยอำนาจวาสนาบารมี ไปปฏิบัติ ไปศึกษากับเจ้าลัทธิใดเขาก็ส่งเสริมเขาก็ยกย่องสรรเสริญว่าเป็นลูกศิษย์ที่ดีๆท่านไม่สนใจ ไม่สนใจเพราะว่าท่านมีสติมีปัญญา มีอำนาจวาสนาบารมีเห็นไหม เพราะเรายังสงสัยอยู่เรายังมีความวิตกกังวลในใจอยู่ เรายังไม่รู้ว่าเราจะเกิดจะตายเมื่อไหร่ มันไม่รู้ความไม่รู้คืออวิชชา เราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ เราไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปที่ไหน เราไม่รู้ว่าเราจะไปไหน เราไม่รู้

ปัญญามาก ศึกษามา ๑๘วิชาการทางโลกนะ เสร็จแล้ววางหมดเลย เวลาค้นคว้ามาค้นคว้าในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาค้นคว้าขึ้นมา ศีล สมาธิปัญญา ศีล สมาธิปัญญาคือมรรคเวลาศีล สมาธิปัญญา เราก็ตั้งศีล สมาธิ ปัญญากัน แล้วเราก็มาวิเคราะห์วิจัยศีลสมาธิ ปัญญาแล้วเราก็ไม่ได้อะไรในหัวใจเลยเพราะมันเป็นการส่งออก จิตเวลามันคิดมันส่งออกหมดแหละ เวลามันส่งออก ความคิด เห็นไหม

สมาธิคือจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นคือไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่พาดพิงอารมณ์ใดทั้งสิ้น มันเป็นอิสระในตัวของมัน ถ้ามันเป็นอิสระในตัวของมัน ขณิกสมาธิอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ในตัวของสมาธิมันจะเป็นพลังงานที่มีสติปัญญาควบคุมมัน มันถึงเป็นสัมมาสมาธิ

แต่ถ้ามีสมาธิแล้วรู้ส่งออกๆ นั้นเป็นวิชาชีพ เป็นอาชีพอาชีพหนึ่ง อาชีพทาย อาชีพพยากรณ์ เขาก็ต้องใช้สมาธิของเขาเหมือนกัน แต่การใช้สมาธิมันส่งออกพยากรณ์มันส่งออกไหม สิ่งที่ค้นคว้าออกไปส่งออกไหม ส่งออกทั้งนั้น

ทีนี้เวลาเป็นสมาธิแล้วมันมีสัมมาสมาธิกับมิจฉาสมาธิถ้าเป็นสัมมาสมาธิมันถึงจะเข้ามรรค ถ้าเป็นมิจฉาสมาธิมันส่งออกไป แล้วจิตที่มันเป็นมหัศจรรย์ หลวงปู่มั่นท่านพูดไว้จิตนี้มหัศจรรย์นัก จิตนี้เป็นได้หลากหลายนักจิตนี้เวลามันมีความสุข ความสุขมหาศาล จิตนี้เวลามันทุกข์มันยาก จิตนี้เวลามันวิตกกังวลอุปาทาน ไม่เป็นโรคอุปาทานจนเป็นโรคอุปาทานจนตัวเองทุกข์ยากไปน่ะ เห็นไหม จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก จิตนี้มหัศจรรย์นัก

แล้วจิตนี้เรามีสติมีปัญญาเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราก็ว่าเราทำของเราเราภาวนาของเรา พอจิตมันสงบมันเหมือนคนป่ามีปืนน่ะจิตที่มันมหัศจรรย์นักมันมีสมาธิขึ้นมาเป็นฐานน่ะ มันมีฐาน มันรับรู้ไปหมด มันส่งออกไปหมด มันรู้ทุกอย่างที่ส่งออกไปเลย แต่ไม่เห็นตัวมันเอง ไม่รู้จักตัวมันเอง การจะรู้จักตัวมันเองมันจะมีสติมีปัญญาของมัน ถ้าเป็นมิจฉาสมาธิ จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก ครูบาอาจารย์ของเราท่านภาวนามาแล้วท่านถึงเห็นโทษของมันไงฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านจะสั่งจะสอน เห็นไหม

เรามีหนังสือแจกนะหนังสือนั้นมันเป็นถึงการค้นคว้าของท่านมันเป็นประโยชน์กับชาวพุทธไง แต่มันเป็นเรื่องที่ทุกข์ยาก มันเป็นเรื่องความจริงมันเป็นเรื่องอดทน มันเป็นเรื่องขวนขวายเหมือนในหลวงพูดเลย ต้องประหยัด ต้องอดทน ต้องค้นคว้า ต้องมีการกระทำ ท่านพูดอย่างนั้น คนเรามันจะดีได้ มันจะดีได้จากตัวของเราไง ดีได้โดยตัวของเราแล้วมีสติปัญญาของเรา ถ้ามีสติปัญญาของเราเราจะมีสติปัญญาของเรา

คำว่า“สติ” นะ ถ้าสติแล้ว ความคิดที่ฉ้อฉล ความคิดที่มันพยายามยุแหย่เรามันเกิดขึ้นมาไม่ได้หรอกเพราะเราก็รู้อยู่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเจ้าชายสิทธัตถะไปศึกษากับเจ้าลัทธิต่างๆ เขายกย่องสรรเสริญว่า “เจ้าชายสิทธัตถะมีปัญญาเหมือนเรา มีความเห็นเหมือนเรา”

เจ้าชายสิทธัตถะปฏิเสธหมดเลย ไม่รู้ ไม่เอา ไม่ใช่ เวลาจะเอาจริงๆ ขึ้นมาท่านต้องใช้ปัญญาของท่านมารื้อค้นของท่าน

บุพเพนิวาสานุสติญาณปฐมยาม เวลาทำจิตของท่านสงบเข้ามา เห็นไหมเวลาไปรื้อค้นกับเจ้าลัทธิต่างๆ ขึ้นมา ๖ ปี ทุกข์ยากมาขนาดไหน เขาทำขนาดไหน ที่ในอินเดียที่โยมไปเที่ยวกันน่ะ ไอ้นี่ทุกรกิริยาท่านทำมาหมดแล้วไอ้ที่ไปเที่ยวอินเดียกันแล้วไปเห็นแล้วตื่นเต้นน่ะ พระพุทธเจ้าตรวจสอบมาหมดแล้ว แล้วไม่ใช่ทาง ไม่มีทาง

เวลาท่านทำของท่านเองฉันอาหารของนางสุชาดา นี่สหชาตินะ คนที่เกิดร่วมกันแล้วมีความเห็นร่วมกันมีความเห็นดีๆเขาเรียกว่าสหชาติเกิดร่วมกัน การเกิดร่วมกัน ดูสิ พ่อแม่ปู่ย่าตายายเกิดร่วมกันต้องมีบุญกุศลนะ มีสายบุญสายกรรมร่วมกันถึงได้มาเกิดร่วมกัน การเกิดร่วมกันขึ้นมาก็อยู่ในสังคมเดียวกัน เราก็อยากปรารถนาสังคมที่ดีทั้งนั้นน่ะ

การเกิดร่วมกัน สหชาติเห็นไหม นางสุชาดาก็ปรารถนาอยากได้ลูกชาย แล้วพอได้ลูกชายก็จะแก้บนไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเริ่มต้นตัดสินใจแล้วว่าจะกลับมาฉันอาหาร เพราะอดอาหารมา ๔๙วัน ได้ฤทธิ์ได้เดชมาทั้งนั้นน่ะ แต่ท่านรู้ว่ามันไม่ใช่ทาง เวลามาฉันอาหารของนางสุชาดาฟื้นฟูร่างกายขึ้นมาเวลาท่านปฏิบัติของท่านปฐมยาม คืนนี้ถ้านั่งแล้วถ้าไม่ได้มรรคได้ผลจะยอมตายสละชีวิต

ไม่เห็นบอกว่าง่ายๆ เลยไม่เห็นบอกว่าจะได้ลอยฟ้ามาจากไหนเลยพระพุทธเจ้าทำของท่านเอง เห็นไหม เวลาทำมันทำจริงๆมรรคผลมันต้องเป็นอย่างนี้

เราจะบอกว่าชาวพุทธต้องเข้มแข็ง ชาวพุทธต้องมีสติปัญญา ชาวพุทธอย่าเป็นเหยื่อ มันแมลงเม่าน่ะแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ทั้งๆ ที่พระพุทธศาสนานี้มีค่ามากพระพุทธศาสนานะ เวลาเจ้าชายสิทธัตถะไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิดคนแก่ คนเจ็บ คนตายน่ะ เราจะหาฝั่งตรงข้ามที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย การที่ไม่เกิด ไม่แก่ไม่เจ็บ ไม่ตายมันก็ต้องมีเหตุมีผลสิ มีเหตุมีผล เอาที่เรานี่ เอาที่หัวใจเรานี่ ที่เราสงสัยนี่ เอาที่มันตกค้างในใจนี่ถ้ามันทำตรงนี้ได้ ถ้ามันทำได้จริงขึ้นมามันจะเห็นจริงของมันไง

บุพเพนิวาสานุสติญาณดูสิ เวลากำหนดบุพเพนิวาสานุสติญาณคือกำหนดอดีตชาติได้ตลอด มันไม่มีปัญญาใดๆ ทั้งสิ้น เวลามันกำหนดได้หมดหลวงปู่มั่นท่านพูดไว้ “จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก” โดยธรรมชาติของคนจิตสงบแล้วมันมีนิมิตมันรู้มันเห็นของมัน บุพเพนิวาสานุสติญาณ ถ้ารู้ว่ามันไม่ใช่ พอไม่ใช่ ท่านดึงกลับมา พอทำให้จิตสงบมากขึ้นลึกขึ้นจุตูปปาตญาณมันไปของมัน ถ้าจิตนี้ไม่มีมรรคไม่มีผลมันจะเกิดอย่างนี้ๆๆ เพราะมันมีเหตุมีผล มีปัจจัยของมัน มันมีธาตุรู้ สสารที่เป็นธาตุรู้ สันตติน่ะ

ในทางสัจจะ ความรู้สึกของเราทำลายไม่ได้ ความรู้สึกของเรามันมีกับเราตลอดไป สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจังที่มันต้องทำลายตัวมันเองทั้งหมด แต่ความรู้สึกนี้บอกให้ทำลายตัวมันเองบอกให้ทำลายตัวมันเอง ไม่มีทาง แล้วมันมีอวิชชา มีความไม่รู้ มันไปของมันนี่จุตูปปาตญาณ

เวลาสุดท้ายแล้วอาสวักขยญาณของท่าน ท่านกำหนดของท่าน ปัจฉิมยาม ถึงที่สุดแล้วท่านทำความเป็นจริงในใจของท่าน เวลาทำความจริงในใจของท่าน เวลาท่านเทศนาว่าการ มีคนมาถามว่าเรียนจากใครมาๆ

เราตรัสรู้เองโดยชอบ เราตรัสรู้เอง ไม่เคยเรียนจากใครมาเพราะมันไม่มีใครรู้ได้จริง

เราจะพูดว่าศาสนาพุทธของเรา ดูสิ เวลาในหลวงท่านพูด“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมโดยธรรม”

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมะกราบสัจธรรมกราบอริยสัจกราบข้อเท็จจริงเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม มีดวงตาเห็นธรรมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ศาสนาจะเกิดขึ้นมาเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมสัจธรรมที่มันมีอยู่ๆ แต่คนต้องขวนขวาย คนต้องทำความหมั่นเพียร คนต้องทำให้มันเป็นความจริงของเราศาสนาของเรามันถึงมีมรรคมีผลไง ศาสนาของเราถึงไม่เลื่อนลอยไง

ศาสนาของเราไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อเขาว่าศาสนาเป็นยาเสพติดๆแล้วมึงเสพติดไหมล่ะ มันติดในใจเอ็งบ้างหรือเปล่า ถ้ามันติดมันก็ติดแต่ผลประโยชน์ไง โมฆบุรุษตายเพราะลาภ อยากมีลาภอยากมีชื่อเสียงอยากมียศถาบรรดาศักดิ์ มันทำลายอำนาจวาสนาบารมีของตนที่ทำมาเพื่อแสวงหาเพื่อค้นคว้าความจริงในใจของตน

ถ้ามันค้นคว้าความจริงในใจของตนนะเราไม่ใช่โมฆบุรุษ โมฆบุรุษคือคนว่างเปล่า คือคนไม่มี คนไม่มีสิ่งใดในหัวใจแต่มันประกาศโครมๆๆ ว่ามันไม่มีแต่ถ้าเป็นความจริงๆ มันต้องมีสัจจะความจริงสัจจะความจริงที่ไหน สัจจะความจริงนะเวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านตรวจสอบลูกศิษย์ของท่านหลวงปู่มั่นกำหนดรู้หมดล่ะ

มีพระองค์หนึ่งท่านเข้าใจว่าท่านเป็นพระอรหันต์ แล้วก็ไปเที่ยวโฆษณาว่าเป็นพระอรหันต์ไง ไปถึงวัดพระศรีฯ วัดพระศรีฯเขาตั้ง ๙ ประโยค๔-๕ องค์ไปตรวจสอบ ตรวจสอบไม่จบหรอก ไล่กันอยู่อย่างนั้นไม่มีวันจบหรอก

หลวงปู่มั่นท่านลงมาจากเชียงใหม่สมเด็จฯ ท่านพาพระองค์นี้ไปหาหลวงปู่มั่น พอไปหาหลวงปู่มั่น พอพูดจบ หลวงปู่มั่นบอกเอ็งติดสมาธิเอ็งติดแค่นั้นว่างๆ ว่างๆ จิตที่ไม่มีแก่นสารน่ะถ้ามันไม่มีมันก็คือไม่มีไง แต่ถ้ามันมีของมัน มีอย่างไร ถ้ามันมีมันมีอย่างไรสมาธิเป็นอย่างไรสมาธินี่ สมาธิที่คุยๆ กันอยู่นี่มันเป็นอย่างไร

“ว่างๆว่างๆ”...ว่างๆ เราทำอารมณ์ว่างก็ได้ เราทำให้ใจเราว่างๆ สิ เราคิดถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันก็ว่างนะ การศึกษาเวลาศึกษา คนมีทุกข์มียากนะ มาศึกษาปริยัติศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าน้ำตาไหลนะเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดสัจจะพูดข้อเท็จจริงทั้งนั้นน่ะ แต่มันเป็นข้อเท็จจริงในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันเป็นข้อเท็จจริงของธรรม

แต่ในใจของเรามันโดนกิเลสตัณหาความทะยานอยากบีบคั้นในใจ เรามีความทุกข์ความยากอยู่ในใจเวลามันไปศึกษาข้อเท็จจริงมันก็เห็นตาม พอเห็นตามมันก็ปล่อยวางได้ชั่วคราวว่างๆ อย่างนั้นหรือ ไอ้อย่างนั้นเป็นสมาธิหรือ

สมาธิต้องเกิดจากอานาปานสติ สมาธิต้องเกิดจากกรรมฐาน ๔๐ห้อง จิตมันต้องทำ ไม่มีใครจะได้ของฟรีๆ ของฟรีในโลกนี้ไม่มีใครทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ใครทำคุณงามความดี คนนั้นจะได้คุณงามความดี ใครทำความชั่วของเขา ขณะปัจจุบันบุญมันเสริมส่งอยู่ ทำสิ่งใดก็ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ทำสิ่งใดก็ว่าตัวเองมีผลประโยชน์เดี๋ยวเวลาบุญมันเบาบางลงถึงเวลากรรมมันให้ผลน่ะ “ทำไมมันเป็นอย่างนั้นทำไมมันเป็นอย่างนั้น”

ถ้ามันมีจริงของมันคือจิตมันต้องทำไง มันไม่มีของฟรี ไม่มีใครทำสมาธิให้เราได้ ไม่มีใครทำศีล สมาธิปัญญาให้เราได้ไม่มีใครจะยกให้เราเป็นพระอริยบุคคลได้ ไม่มีใครๆ ทั้งสิ้นเพราะจิตมันอยู่ในร่างกายนี้

หมอเขาผ่าตัดนะ เขาก็เห็นแต่หัวใจที่มันเต้นสูบฉีดเลือดเท่านั้นน่ะ มันไม่เห็นใจของคนหรอก จิตแพทย์เขาก็คำนวณเอาโดยวิชาการของเขา แต่จิตของเรามันเป็นนามธรรม ถ้านามธรรม เราต้องพามัน พามันฟังสิ พาจิตนี้ตั้งสติกำหนดพุทโธกำหนดพุทโธเห็นไหม

ในหลวงท่านสวรรคตไปแล้ว ถ้าใครจะทำคุณงามความดีถวายในหลวงใครจะระลึกถึงความดีของท่านจะทำความดีต่อไปก็ทำความดีต่อไป กำหนดพุทโธๆ ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธะคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธะคือผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบานพุทธะ

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ พระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเจ้าชายสิทธัตถะยังมีครอบครัวนะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพุทธะกับพระธรรม พระอัญญาโกณฑัญญะเวลามีดวงตาเห็นธรรม ฟังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีดวงตาเห็นธรรม จากอริยสงฆ์ เห็นไหม ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์สมบูรณ์

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราระลึก ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันเป็นกรรมฐาน ๔๐ห้อง เป็นการระลึก เป็นการโน้มน้าวเป็นการโน้มน้าวจิตใจของเรา เราพาใจของเรา เราพาใจของเราระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ หรือพุทโธธรรมดาก็ได้กำหนดลมหายใจก็ได้ เราต้องทำ ถ้าจิตมันทำ จิตมันขวนขวาย จิตมันจะคายตัวมันเองคายสิ่งที่เป็นภาระในใจ มันคายของมัน คายของมันด้วยสติด้วยปัญญา เวลามันคายของมันมันเป็นของมันโดยข้อเท็จจริง

คนเรามันทำความดีความชอบมาแตกต่างกัน ลายนิ้วมือของคนไม่เหมือนกัน คนทำบุญทำกรรมมาแตกต่างกันไม่มีใครทำแล้วเหมือนกัน ไม่มีใครทำอย่างไรได้อย่างนั้นเพราะมันเป็นสัจจะ มันเป็นข้อเท็จจริงในใจดวงนั้น ถ้าใจดวงนั้นนะ เวลาพุทโธไป พุทโธไปมันเห็นนิมิตมันเห็นต่างๆ นั่นก็เป็นข้อเท็จจริงเป็นอำนาจวาสนาของเขามันก็ต้องแก้ไขกันตามความเป็นจริง

เวลาพุทโธๆ จิตมันกำหนดพุทโธจนพุทโธไม่ได้ ฟังสิจนพุทโธไม่ได้ทำไมถึงพุทโธไม่ได้ล่ะ แต่มันต้องอาศัยพุทโธพุทโธคืออารมณ์ไง ความรู้สึกของเรานี่ไง สิ่งรับรู้นี่ไง จิตมันรู้อารมณ์ไง เวลาเราทุกข์เรายากก็เพราะอารมณ์ไงมันทุกข์มันยากเพราะความคิดไงเราไม่ให้มันคิดเรื่องนั้น เราให้มันคิดพุทโธ เราระลึกถึงพุทโธ พุทโธก็คือเราคิดขึ้นมา วิตก วิจารขึ้นมา ถ้าวิตกวิจาร จิตมันทำๆเห็นจิตมันทำไหม

สมาธิมันต้องเกิดจากการกระทำ สมาธิมันต้องเกิดจากจิต สมาธิไม่มีในตำรา สมาธิไม่มีในอักษร สมาธิไม่มีในพระไตรปิฎก ในพระไตรปิฎกเขียนศีลสมาธิ ปัญญานั้นมันเป็นชื่อ ส.เสือต.เต่า สระอิ เป็นสติ แล้วสติอย่างนั้นแก้ไขอะไรเราได้ เราไปอ่านแล้วเราฝึกหัดของเรา ถ้าจิตมันเป็นสมาธิขึ้นมาสมาธิมันเกิดจากจิตของเรา ถ้าสมาธิเกิดจากจิตของเรามันเป็นอย่างไร

ศีล สมาธิปัญญา ถ้ามันเป็นสมาธิขึ้นมาเรามีความสุขแล้ว สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตสงบนะจิตสงบ เวลาจิตมันสงบ จิตสงบนี้ไม่มีหญิง ไม่มีชาย ไม่มีอริยบุคคล ไม่มีปุถุชน สงบก็คือสงบ สมาธิก็คือสมาธิ ศีล สมาธิปัญญา แต่สมาธิมันเสื่อมได้สมาธิเจริญได้ก็เสื่อมได้เป็นเรื่องธรรมดา ของเราพอมันมีได้มันก็จนได้ คนจนก็เป็นคนรวยก็ได้คนรวยใช้สอยไม่เป็นมันก็เป็นคนจนได้

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุนี่ไง พระสารีบุตรตามพระอัสสชิไป“ใครเป็นศาสดาของเธอ ใครสั่งสอนเธอ มันดูกิริยามันน่าเคารพนับถือนัก”

“เราเป็นผู้บวชใหม่” พระอรหันต์นะ พระอรหันต์จริงๆท่านอ่อนน้อมถ่อมตน พระอรหันต์จริงๆ ท่านเคารพธรรมเคารพธรรมคือเคารพความรู้สึกนั้น ถ้าพระอรหันต์นะ ท่านจะรู้ถึงความเป็นพระอรหันต์ของท่านแล้วปุถุชนมันหนาขนาดไหนปุถุชนมันไม่รับรู้ขนาดไหน ไปพูดกับมันไม่รู้เรื่องหรอก

ฉะนั้นเวลาท่านพูด“เราเพิ่งบวชใหม่”

“ถ้าจะบวชใหม่ บวชกับใคร”

“บวชกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

“องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนอย่างใด”

“เย ธมฺมาฯ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ”

เราจะบอกว่าสมาธิก็มาแต่เหตุ การจะเป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามีเป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ มันต้องมีเหตุให้เป็นมันต้องมีที่มา มันต้องมีที่ไปที่มาไม่ใช่เป็นด้วยความคิดของตนเป็นด้วยหมู่คณะของตน เป็นไปด้วยการส่งเสริมของตน เป็นด้วยการหลิ่วตาข้างหนึ่งว่าพวกเราเป็น ไม่มี เป็นจริงมันต้องเป็นจริงอย่างนั้น ถ้าเป็นจริงอย่างนั้น เห็นไหม

วันนี้พยายามจะพูดให้เห็นว่าศาสนาของเรามันมีค่าถ้ามีค่าขึ้นมา เราก็เอาไว้บนหิ้งเวลาอยู่บ้านนะหิ้งพระไว้ข้างบนแล้วธรรมะจะไว้บนหิ้งนั่นหรือ

ธรรมะเป็นของสูงของส่ง ของสูงส่งของมีคุณงามความดีมาก แต่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นในใจของเราได้ เพราะธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเผยแผ่ธรรมมานะ มารพยายามนิมนต์ให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านิพพานเพราะอะไรเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าวิมุตติสุขมันสุขมาก มันดีมาก เหมือนเรามีสมบัติอยู่เยอะมารบอกไปเอาที่สมบัตินั้น อย่ามายุ่งกับโลก สมบัตินั้นดีมาก ถ้านิพพานดีก็ไปสิมาสั่งสอนอยู่อย่างไร

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็พยายามสั่งสอนของท่านเวลาถึงวันตั้งแต่มารดลใจมาตลอด “มารเอยเมื่อใดภิกษุภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกาของเรายังไม่เข้มแข็งสามารถมีสติปัญญากล่าวแก้คำลัทธิต่างๆ ได้คำจาบจ้วง คำถากถาง คำดูถูกดูแคลนของลัทธิต่างๆ ได้ เราจะไม่ยอมนิพพาน”

ท่านเผยแผ่มา ๔๕ ปีติดอาวุธไว้ จากลูกศิษย์ลูกหาพระกัสสปะ พระอรหันต์ทั้งนั้นน่ะติดอาวุธไว้น่ะ“อานนท์ อีก ๓เดือนข้างหน้าเธอจะได้เป็นพระอรหันต์” ติดอาวุธไว้ๆ

นี่ไงสุดท้ายแล้วมารก็นิมนต์มาตลอดวันมาฆบูชา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า“มารเอย บัดนี้ภิกษุ ภิกษุณีอุบาสก อุบาสิกาของเรา ของเราคือขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้มแข็ง มีสติปัญญาสามารถกล่าวแก้คำจวบจ้วงของลัทธิต่างๆได้ อีก ๓ เดือนข้างหน้าเราจะนิพพาน”

โลกธาตุนี่ไหวหมดนะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่นิพพานเลย โลกนี้ ใบไม้นี้หงอยหมดเลยเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน พระอานนท์เศร้าใจมาก ทั้งๆ ที่พระอานนท์เป็นพระโสดาบันนะ พวกเรายังไม่มีอะไรเป็นสมบัติในใจที่ยืนยันว่าเราจะมั่นคง พระอานนท์เป็นพระโสดาบันคร่ำครวญร้องไห้“เรายังมีกิเลสอยู่เราต้องการผู้ชี้นำอยู่ เราต้องการผู้ที่ชักจูงอยู่ บัดนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มานิพพานไปเสียแล้ว ดวงตาของโลกดับแล้วดวงตาของโลกดับแล้ว” ท่านใคร่ครวญของท่าน คร่ำครวญๆของท่าน นั่นท่านทำคุณงามความดีของท่าน เห็นไหม เราพยายามจะเน้น

เรามีหนังสือแจกนะหนังสือนี้ประวัติอาจารย์จวนประวัติอาจารย์สิงห์ทอง ประวัติหลวงปู่ตื้อ ไปดูความมุมานะความบากบั่นของท่าน นี้พระอรหันต์ในสมัยปัจจุบันนี้

เวลาในพระไตรปิฎกบอกว่ากึ่งพุทธกาลศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งศาสนาจะเจริญด้วยวัดวาอารามใช่ไหม อันนั้นเป็นศาสนวัตถุเจริญด้วยการศึกษาใช่ไหมเจริญด้วยพิธีกรรมใช่ไหมแต่หลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่น ๒องค์เข้าป่าบุกบั่นไปค้นคว้าธรรมในใจของท่าน บากบั่นนะบากบั่น

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบากบั่นอยู่ ๖ ปี หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านบากบั่นของท่าน ท่านได้ความจริงในใจของท่าน ท่านถึงมาสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาของท่าน แล้วสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาพระกรรมฐานที่สิ้นกิเลสๆ ไปคุยไปถามได้ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้น เวลาศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งมันเจริญในหัวใจไงมันเจริญในความสุขความทุกข์เรานี่ไง มันเจริญน้ำใจเรานี่ไง หัวใจของคนนี่ไง หัวใจของคนเห็นไหม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคตไง

พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นต้องดับเป็นธรรมดา สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดในโลกนี้มันต้องสลายไปเป็นธรรมดา เว้นไว้แต่ใจของพระโสดาบันได้ ๗ชาติ สกิทาคามี๓ ชาติ พระอนาคามีเกิดบนพรหม จิตใจของพระอรหันต์ไม่มีการเสื่อมสลายมั่นคงอยู่อย่างนั้น มันถึงวิมุตติสุขไง สุขที่ไม่คลาดเคลื่อน สุขที่ไม่ผิดพลาด สุขที่ไม่มีการเจือปนสุขแท้ๆ เลยอยู่ในพระพุทธศาสนานี้

เราเป็นอุบาสกอุบาสิกานะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับเราเหมือนกับเราได้รับมรดกตกทอดกันมา เราได้แต่พินัยกรรมนั้นมาแต่เรายังหาสมบัตินั้นไม่เจอไง เราพยายามหาสมบัตินั้นของเราให้ได้ เรามีพินัยกรรมกันมาแล้ว เราขวนขวายของเราเพื่อหาสัจจะความจริงของเรา

ย้อนกลับมาที่การทอดกฐินนี้ การทอดกฐินก็เป็นการสร้างอำนาจวาสนาบารมีของเรา คนที่มีอำนาจวาสนาบารมี ใครจะมาชักจูงง่ายๆ ไม่ได้เพราะเรามีปัญญา เรามีสติปัญญา มันไม่จริง ถ้ามันเป็นความจริงนะ ของจริงเขาเก็บไว้บ้านหมดแหละของจริงเขาเก็บไว้ในตู้เซฟ ของจริงเขาเก็บไว้ในธนาคาร ไม่มีใครเอามาแจกไม่มี ของจริงเราต้องค้นคว้า เราต้องหา สิ่งที่เขาเอามาแจกนั้นมันเอามาไม่ได้เอามาไม่ได้เพราะมันเป็นความรู้สึก แต่หลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่นท่านมีของท่าน เอ็งก็เอาความรู้สึกของเอ็งมา

หลวงปู่ขาวกับหลวงปู่แหวนท่านธุดงค์ไปแล้วท่านจะกลับไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาวท่านถามหลวงปู่แหวนว่า “เราไปนี่ หลวงปู่มั่นท่านจะรู้วาระจิตเราหรือไม่” ปรึกษากัน ๒องค์

เวลาเข้าไปถึงหลวงปู่มั่นนะ “จิตของตนล่ะไม่ดู อยากให้คนอื่นดูให้จิตของตนล่ะไม่ดู”

หัวใจของเรา เราต้องรักษาเอง แล้วใครจะรู้ไม่รู้กับเราในหัวใจของเราที่มันทุกข์มันยากนี่ ที่มันต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนี่ ที่มันสมบุกสมบันมาจนเราไม่รู้เหนือรู้ใต้แต่มันทุกข์นะแล้วนี่มันมีธรรมโอสถขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ อริยสัจธรรมโอสถมันสามารถแก้ไขได้คนไข้คนป่วยที่มันมียารักษาเราทำไมนิ่งนอนใจกัน เราทำไมไม่เอายามารักษาในหัวใจของเรา ถ้ารักษาหัวใจของเรา เราจะมีโอกาสไง

การเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนานี้มีโอกาสมากนะฉะนั้น เวลามาทำบุญกุศลสร้างอำนาจวาสนาที่นี่ สร้างบารมีของเราให้จิตใจเราเข้มแข็ง อย่าให้ใครชักนำอย่าให้ใครโน้มน้าว คนไม่ใช่แมลงเม่า แมลงเม่ามันบินเข้ากองไฟนะ เราเป็นคนต้องมีสติต้องมีปัญญาคัดเลือกคัดแยกสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก

เราเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เพราะเราบวชเป็นพระ เราต้องเชื่อพระพุทธเจ้าสิ ถ้าไม่เชื่อพระพุทธเจ้า เราเป็นพระได้อย่างไร เราต้องขาดจากพระ นี่เราบวชพระนะเราเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แต่เราก็อยากให้บริษัท ๔ มีสติมีปัญญาเข้มแข็งสามารถแยกแยะได้ อย่าเป็นแมลงเม่า เอวัง